Monday, 23 September 2013

“ในหลวงทรงคิดแก้ปัญหาน้ำไว้รอบด้าน” โดย ปราโมทย์ ไม้กลัด


ในหลวงทรงคิดแก้ปัญหาน้ำไว้รอบด้าน
โดย ปราโมทย์ ไม้กลัด

41

กล่าวได้ว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรง เปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน แม้แต่เรื่องน้ำและปัญหาอุทกภัยที่คนไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้
พระองค์ก็ทรงวางแนวทางในการป้องกันและแก้ไขมานานนับสิบปีแล้ว มีโครงการในพระราชดำริออกมามากมาย เพียงแต่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำไปปฏิบัติหรือไม่ เท่านั้น ?
ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำอย่าง ปราโมทย์ ไม้กลัด‘ อดีต อธิบดีกรมชลประทาน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้ติดตามถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานานนับสิบปี
ได้ถ่ายทอดถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านในการทรงงานด้านน้ำในหลากหลายแง่มุม อันนำมาซึ่งความปลาบปลื้มใจของคนไทยที่อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร
**ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้มาทำงานเรื่องน้ำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่เมื่อไร
คือผมทำงานอยู่กรมชลประทาน และได้ไปทำงานถวายพระองค์ท่านตั้งแต่ 2520 ผมทำงานเป็นวิศวกรพิจารณาโครงการสนองพระราชดำริ ตอนนั้นก็ยังเดินตามหลังนายช่างใหญ่ ตามหลังอธิบดี จนกระทั่ง 2527 ก็ได้ทำงานในโครงการพระราชดำริในฐานะผู้แทนของกรมชลประทานอย่างเต็มตัว
**เหตุใดพระองค์จึงสนพระราชหฤทัยเรื่องน้ำเป็นพิเศษ
ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราช หฤทัยมากที่สุด เนื่องจากราษฎรไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพที่ต้อง พึ่งพาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้
เพราะฉะนั้นพระองค์จึงมุ่งมั่นที่จะทรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างมาก ซึ่งกระบวนการการทรงงานจากที่ผมได้ติดตามพระองค์ท่านมาโดยตลอดก็จะเห็นว่า พระองค์ทรงงานแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำใน 3 ด้านด้วยกัน คือ
การแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านจะมุ่งไปในจุดที่การทำงานของรัฐบาลเข้าไปไม่ถึง ในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล แร้นแค้น เพราะพระองค์ท่านได้รับทราบปัญหาจากฎีกา หรือจดหมายร้องทุกข์ของประชาชนที่ส่งมาถึงพระองค์ท่าน
การแก้ปัญหาของพระองค์ก็จะยึดหลักการที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ อย่างหลักการเรื่องวิศวกรรมน้ำ พระองค์ก็จะดูว่าถ้าผืนดินแห้งตรงนี้ควรทำอะไร ถ้าผันน้ำจากธรรมชาติควรทำอย่างไร รูปแบบที่จะดำเนินงานก็จะเป็นการผสานระหว่างหลักการทางเทคนิคและหลัก ธรรมชาติของน้ำ
การปัญหาน้ำท่วม ซึ่งไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมในภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินลงไปในพื้นที่เพื่อทอดพระเนตรปัญหา ทรงช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา
พระองค์ก็จะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังข้อมูลและระดมความเห็น หามาตรการแก้ปัญหาภายใต้โครงการบรรเทาอุทกภัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือฝ่ายรัฐบาลเขาก็ว่าของเขาไป ขณะที่พระองค์ก็มุ่งลงไปในพื้นที่ซึ่งเกิดน้ำป่าไหลหลาก แผ่นดินถล่ม ย่านเศรษฐกิจในตัวเมืองที่ได้รับผลกระทบ
การแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ ไม่ว่าจะเป็น น้ำเสีย หรือน้ำเค็ม น้ำกร่อย สำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียนั้นพระองค์ท่านก็ทรงศึกษาทดลองในหลายลักษณะ
 เช่น โครงการบึงมักกะสัน ซึ่งเป็นการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบึงซึ่งมีการเน่าเสียโดยใช้เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ’’ คือผักตบชวาเป็นตัวกรอง โครงการบึงพระราม 9 ซึ่งบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีใช้เครื่องเติมอากาศ แบบทุ่นลอย
 นอกจากนั้นยังมีโครงการที่เรารู้จักกันดีคือกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งพระองค์ทรงประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมืออุปกรณ์แบบง่ายๆในการบำบัดน้ำเสีย โดยใช้หลักการตีน้ำเพื่อเติมอากาศ
ส่วนการแก้ปัญหาน้ำเค็ม- น้ำกร่อยนั้นคนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาและทำโครงการแก้ไข ปัญหาน้ำในลักษณะนี้ด้วย โครงการนี้เกิดจากการที่พระองค์ทรงเป็นห่วงราษฎรว่า  ถ้าน้ำเค็มน้ำกร่อยไหล เข้าไปในพื้นที่การเกษตร ในเรือกสวนไร่นาจะทำอย่างไร
พระองค์จึงโปรดให้ดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำขึ้น เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ มีการสร้างประตูบังคับน้ำกั้นแม่น้ำปากพนังเพื่อกักน้ำจืดไว้และกันน้ำทะเล ไม่ให้เข้ามา หรือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนรา จ.นราธิวาส ซึ่งใช้หลักการเดียวกัน
**พระองค์ทรงคิดแก้ปัญหาน้ำไว้รอบด้าน 
       ใช่ครับ น้ำน้อย น้ำไม่มี พระองค์ก็ทรงหาน้ำให้ น้ำมากเกินไปจนเกิดอุทกภัยก็เกิดโครงการนั้นโครงการนี้ขึ้นมา อย่างกรุงเทพมหานครก็มีโครงการในพระราชดำริของพระองค์ท่านเยอะ
ในภาคใต้ อย่างหาดใหญ่ นครศรีธรรมราช ซึ่งเกิดน้ำป่าไหลหลาก พระองค์ก็ทำโครงการเพื่อแก้ปัญหา พื้นพี่ไหนเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ ไม่ว่าจะเป็น น้ำเน่าเสีย น้ำเค็ม น้ำกร่อย ก็ทรงคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้
** หลายๆ ครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินลงไปดูพื้นที่น้ำท่วมด้วยพระองค์เอง
        ใช่ เกิดปัญหาที่ไหนพระองค์จะเสด็จลงไปเลย สมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงพระองค์ท่านจะเสด็จไปยังพื้นที่ เลย อย่างๆน้อยก็ต้องทอดพระเนตรพื้นที่น้ำท่วม ทรงลงไปดูปัญหา ไปให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน
หลังจากนั้นก็จะทรงปรึกษากับวิศวกรน้ำ กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรกัน ทรงเรียกประชุม ให้เอาภาพถ่ายดาวเทียมมา ภาพถ่ายทางอากาศมา เอาข้อมูลมา วิเคราะห์กันว่าจะทำยังไง
พระองค์ท่านเสด็จไปทุกพื้นที่ แต่ถ้าไกลมากพระองค์ก็อาจจะเสด็จไปไม่ไหว ก็จะทรงเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาถวายรายงานและทรงแนะนำแนวทางปฏิบัติ คือพระองค์ทรงติดตามข้อมูลต่างๆทั้งในเชิงสังคม สิ่งแวดล้อม และเชิงเศรษฐกิจ จึงทรงมองปัญหาต่างๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง
**เท่าที่อาจารย์ติดตามถวายงานพระองค์ท่านในการแก้ปัญหาน้ำท่วม มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นกี่ครั้ง
ก็จะมีน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯเมื่อปี 2526 ตอนนั้นพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลยังอยู่กันแบบธรรมชาติ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างมาก เมื่อเกิดน้ำท่วมก็ไม่มีอะไรมากีดขวาง น้ำก็ไหลไปตามธรรมชาติ คลองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลองบางเขน คลองบางซื่อ คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ ก็รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา
ตอนนั้นอยู่กันแบบเอ้าท่วมก็ท่วม พระองค์ท่านก็ทรงเสด็จไปดุสภาพพื้นที่เพื่อให้กำลังใจคนทำงานถึง 6-7 ครั้ง
ต่อมาปี 2538 ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ เป็นปีที่เกิดโกลาหลมากที่สุดเพราะน้ำมวลใหญ่มันมา แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน พระองค์ทรงเรียกประชุมก่อนที่น้ำมวลใหญ่จะมาถึง
ตอนนั้นน้ำใหญ่มันก็มาโจมตีเยอะแต่ความเสียหายมันไม่มากเหมือนในปีนี้ ตอนนั้นสนามบินสุวรรณภูมิยังไม่มี น้ำท่วมยังกับทะเลเลย แต่กรีนเบลต์ ฟลัดเวย์ ยังทำงานได้ น้ำระบายออกได้ตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปห้าม ก็สูบน้ำออกอ่าวไทยกันโกลาหล สูบออกตามแนวฟลัดเวย์ เขตเศรษฐกิจก็โกลาหลพอสมควรแต่ก็ป้องกันได้ น้ำไม่ทะลุสนามบินดอนเมือง ไม่ทะลุถนนวิภาวดี ไม่ทะลุลาดพร้าวหรอก
ตอนนั้นถนนราชชนนี ถนนรัชดาภิเษกมีน้ำท่วม ก็วิ่งรถฝ่าน้ำท่วมกัน คลองมหาสวัสดิ์ก็น้ำท่วมสูงต้องทำคันกั้นน้ำฉุกเฉินที่วัดบูรณาวาส ก็ไปช่วยกัน แต่ปีนั้นสถานการณ์ก็คลี่คลายไป มันไม่โกลาหลเท่าปี 2554
ปัจจุบันมันมีสิ่งปลูกสร้างเยอะ หมู่บ้านจัดสรร อะไรต่างๆเกิดขึ้นเยอะ แต่ปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ได้ทรงเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้เมื่อปี 2531 ตอนนั้นน้ำท่วมหาดใหญ่ พระองค์ทรงเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาประชุมด่วน แล้วก็ทรงบัญชาการ วางแนวทาง พวกเราก็วิ่งกันวุ่นเลย คือพระองค์ทรงติดตามข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ทรงคาดหมายเหตุการณ์ข้างหน้าได้ ทรงเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่น้ำยังไม่ลงมาเลย
พวกเราที่เป็นข้าราชการซึ่งรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านก็ต้องตื่นตัว หาข้อมูล และถวายรายงานพระองค์ท่านตลอด หรือแม้แต่ภัยที่มันเกิดแล้วพระองค์ท่านก็ทรงคาดหมายถึงผลกระทบที่ตามมาได้ พระองค์ทรงเป็นนักคิดนักวิเคราะห์
พระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานก็เป็นหลักคิดที่รัฐบาลหรือบุคคลที่ เกี่ยวข้องต้องนำไปขบคิดและขับเคลื่อน
**จากที่อาจารย์ได้ติดตามถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานาน ได้เห็นความเหนื่อยยากของพระองค์อย่างไรบ้าง
ภาพที่เหล่าข้าราชบริพารและข้าราชการที่ถวายงานรับใช้พระองค์ท่านพบ เห็นมาโดยตลอดก็คือพระองค์ท่านทรงมุ่งที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับ ประชาชน
 โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในชนบท พระองค์ท่านมักเสด็จไปประทับตามภูมิภาคต่างๆ คราวละหลายๆเดือน เสด็จพระราชดำเนินทั้งปี เสด็จออกแถบทุกวัน เสด็จไปเยี่ยมเยียนประชาชน พระราชทานสิ่งของ พระราชทานโครงการ พระราชทานงาน
ความยากลำบากของพระองค์ท่านนี่ไม่น้อยหรอกครับ เสด็จออกไปในชนบทนี่ไม่มีสบาย ทรงเสียสละพระวรกายทรงงานด้วยความเหนื่อยยาก แต่ว่าพระองค์ท่านไม่ได้คำนึกถึงความเหนื่อยยากเหล่านี้เลย กลับทรงสนุกกับการทรงงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน
พระองค์ท่านมักจะรับสั่งว่า ฉันสนุกกับการทำงาน” พระองค์ท่านไม่เคยตรัสว่าเหนื่อย แต่ภาพที่พวกเราเห็นอยู่เสมอเวลาที่พระองค์ทรงงานก็คือพระเสโท(เหงื่อ)ที่ ชุ่มโชกฉลองพระองค์
คือทรงเสด็จไปทุกภาค ทุกพื้นที่ เป็นเวลานับสิบๆปี ไม่เคยทรงเบื่อหน่าย พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อพระองค์เอง แล้วก็ไม่เคยไปเกี่ยวข้องวอแวกับรัฐบาล มีแต่ทรงงานเพื่อช่วยรัฐบาล
**หลายครั้งประชาชนก็ได้เห็นภาพพระองค์ท่านเสด็จลงลุยน้ำด้วยพระองค์เอง
ใช่ครับ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สภาพธรรมชาติจะเลวร้ายหรือมีอุปสรรคต่างๆพระองค์ท่านก็ไม่ทรงรังเกียจ น้ำท่วม ร้อนแล้ง พระองค์ท่านก็ทรงบุกไปทุกที่ เสด็จขึ้นดอย ในชนบทห่างไกลก็ทรงเสด็จไปเสมอ
พระกระยาหารที่พระองค์เสวย  ขณะเสด็จลงพื้นที่ก็จะเป็นอะไรที่ง่ายๆ พระองค์เสวยง่าย ไม่ได้ยึดว่าจะต้องเป็นแบบไหน เวลาเสด็จลงพื้นที่ก็มักจะมีพระกระยาหารใส่กล่องไว้ในรถยนต์พระที่นั่ง
เวลาทรงงานกระทั่งดึก ถึงทุ่ม ทุ่ม ก็จะเสวยแบบนี้ เจ้าหน้าที่จะก็เตรียมเครื่องเสวยไป ก็จะเป็นแบบง่ายๆ ผมเองสนองงานรับใช้พระองค์ท่านก็ได้มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะเสวยกับพระองค์ท่าน บ่อยๆ อาหารที่พระองค์ท่านเสวยก็เป็นอาหารปกติเหมือนที่พวกเรากินกันนี่แหล่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทย เป็นแกงเผ็ด แกงจืด ผัดผัก แล้วอาจจะมีอาหารตามประเพณีฝรั่งบ้าง
**ช่วงที่พระองค์ท่านทรงงาน ทรงพระประชวรบ้างไหม
ก็มีทรงพระประชวรเป็นคราวๆ แต่ในสมัยนั้นพระพลานามัยยังแข็งแรง แต่มาระยะหลัง ตั้งแต่ 2542 เป็นต้นมา พระพลานามัยของพระองค์ท่านไม่สู้แข็งแรง แล้วก็ทรงพระประชวรบ่อย อย่างที่เรารับรู้รับทราบกัน เพราะว่าพระองค์ทรงงานหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ ไม่ได้ทะนุถนอมพระวรกาย ทรงใช้พระวรกายอย่างหนัก
**ขณะนี้พระองค์ทรงประชวรและประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ก็ยังเสด็จลงมาทอดพระเนตรปริมาณน้ำที่ท่าน้ำศิริราชอยู่
คือพระองค์ทรงเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในขณะนี้ ทรงเป็นห่วงประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วม พร้อมทั้งได้พระราชทานถุงยังชีพ  เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แม้พระองค์จะทรงงานไม่ไหว แต่ก็ยังทรงนึกถึงประชาชนของพระองค์อยู่ตลอดเวลา
**จากที่ทำงานรับใช้พระองค์ท่าน อาจารย์ประทับใจพระองค์ท่านในเรื่องใดบ้าง
ในชีวิตที่ทำงานถวายพระองค์ท่านก็มีความประทับใจเกิดขึ้นมากมาย คือได้เห็นพระองค์ท่านทรงงานตลอดเวลา ทรงเป็นแบบอย่างที่คนไทยควรน้อมนำมาเป็นต้นแบบ
พระองค์ทรงงานมาตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยทรงหยุดพัก ทรงงานตลอดเวลาเพื่ออาณาประชาราษฎร์ ทำให้ผมเองระลึกอยู่เสมอว่าผมเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่ทำงานถวายพระราชา  เราก็ต้องมีหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ แล้วก็ดูพระองค์ท่านเป็นตัวอย่าง
ประการที่สอง พระองค์ทรงเป็นนักคิด ทรงคิดตลอดว่าจะทำโน่นทำนี่ แล้วก็รับสั่งออกมาเป็นโครงการพระราชดำริ แล้วก็ทรงขยัน ทรงรู้รอบ รอบรู้ ทั้งในเชิงวิชาการ เชิงเทคนิค ทรงรู้ทุกเรื่อง อย่างผมก็รู้แค่เรื่องน้ำ
แต่พระองค์ท่านทรงรู้ทุกเรื่อง เรื่องน้ำ เรื่องอากาศ เรื่องฝนเทียม แม้แต่เรื่องสังคม ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ทรงรอบรู้หมด ผมจึงเทิดทูนพระองค์ท่านว่าทรงเป็นปราชญ์ และทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แต่ว่าพระองค์กลับทรงอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ ไม่ทรงถือพระองค์เลย
เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนประชาชนก็ทรงตรัสกับประชาชนอย่างเป็นกันเองมาก ทรงน้อมพระองค์เข้าไปหาชาวบ้านที่มารับเสด็จ พระราชจริยวัตรของพระองค์ดูนุ่มนวล เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา
เราก็มานึกถึงข้าราชการบางคนที่ไม่ได้เรื่องเลย ชอบวางตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย อย่างนี้ใช้ไม่ได้
**มีพระบรมราโชวาทใดบ้างที่ทำให้อาจารย์จดจำมาถึงทุกวันนี้
เยอะมากครับ โดยเฉพาะเรื่องของการทำงาน มีพระราชดำรัสของพระองค์ท่านที่ติดตรึงอยู่ในใจตลอดมาคือ พระกระแสรับสั่งซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งกับผมและผู้บังคับบัญชาของผมโดยตรง เลย คือ นักพัฒนาต้องทำงานแบบปิดทองหลังพระ คือให้เรามุ่งทำงานอย่างทุ่มเท อย่าทำงานเพื่อหวังประโยชน์ หวังรางวัล เพราะถ้าทำงานเพื่อหวังประโยชน์มันก็จะต้องมองหน้ามองหลัง ซึ่งข้าราชการส่วนใหญ่เป็นแบบนี้
นอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงมีพระบรมราโชวาทต่อมาว่า ข้าราชการต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ หากทำหน้าที่ได้สำเร็จจะเป็นรางวัลอันประเสริฐ” ซึ่งชั่วชีวิตการทำงานของผมก็ยึดถือสิ่งนี้มาตลอด
และทุกครั้งที่พระองค์ท่านทรงงานเสร็จและเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระองค์จะรับสั่งกับข้าราชบริพารและข้าราชการที่ตามเสด็จอยู่เสมอว่า คิดให้ดี คิดให้ละเอียด คิดให้รอบคอบ หากคุ้มก็ทำ คำว่าคุ้มของพระองค์ท่านไม่ได้หมายถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์นะครับ แต่หมายถึงคุ้มค่าต่อประชาชน ทำไปแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็ถือว่าคุ้ม ตรงนี้เป็นพระราชดำรัสที่ผมระลึกอยู่เสมอเวลาทำงาน ทำให้เรามีสติ จะทำอะไรก็ต้องศึกษาให้ละเอียด และเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
เห็นได้ชัดว่าในใจของพระองค์ท่านมีแต่คำว่า ประชาชน
พระองค์ทรงงานอย่างหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ
ก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
นี่ คือ ในหลวงของปวงชนชาวไทย
………………………………..
ขอขอบคุณ ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับ วันที่ 03-12-2554

ชีวิตใหม่ จากในหลวง ลูกของท่านทั้งแผ่นดิน

ท่านตรัสว่า
“เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง
ให้ ฮ.เอาคนไข้ไปส่ง รพ.ก่อน”

ยายซุบ สามร้อยยอด เป็นหญิงชาวบ้านวัย 70 แห่ง บ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี  จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์  ยากจนมาตังแต่ยังสาวจวบจนวันนี้  หากแต่เธอกลับยืนยันว่า เธอมีอดีตที่มีความหมายต่อชีวิตของแก  อดีตที่หมายถึงชีวิตใหม่  ไม่ว่าแกจะยังจนต้องขอเงินลูก ๆ คนใช้ดังเช่นทุกวันนี้หรือจะมั่งมีศรีสุข  ถูกหวยรวยเบอร์อย่างไรก็ตาม  แกไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ล่วงเลยมานานกว่า 40 ปี  การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฏรบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี  ไม่เพียงทำให้หมู่บ้านที่ยากจน  ล้าหลัง  ไม่มีแม้ถนนที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น  หากแต่การเสด็จพระราชดำเนินในครานั้นได้ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาจนถึงวันนี้ 
สมัยยังสาวยายเคยไปรับเสด็จในหลวงใช่ไหม ?          ยาย-ใช่ ตอนนั้นไปรับเสด็จที่ตีนถ้ำไทรในหมู่บ้านเรานี่แหละ ท่านเสด็จฯ มาทางเหนือ เราป่วยเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่รู้หรอกนะตอนนั้นว่าเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องนอนซม คนในบ้านบอกในหลวงจะมา เราก็อยากเห็น อยากไปรับเสด็จ แต่ปวดท้องจนเดินไม่ไหว เดินไม่ไหว แล้วไปยังไง ? 
        ยาย-ก็ให้คนหามไป ใส่เกวียนไปเลย 


ทำไมถึงเลือกไปเฝ้าในหลวง ไม่ไปหาหมอ ? 
        ยาย-ไม่ รู้สิ คืออยากเห็นตัวจริง ๆ ใกล้ ๆ นะ คิดในใจว่ายอมตายได้ แต่ขอไปรับเสด็จก่อน แลกตัวแลกชีวิตกันเลย พูดง่าย ๆ ว่าวัดดวงเอาเลย อีกอย่างตอนนั้นถ้าเราไปหาหมอก็ลำบาก เพราะน้ำแห้ง เรือเครื่องก็ไม่มี ถ้าไปก็คงไปไม่ถึง มันคงจะตายก่อน 


แล้วตอนนั้นได้ถวายอะไรท่านบ้างไหม ?         ยาย-ยกมือพนมยังจะไม่ไหวเลย จะให้ถวายอะไรอีก (หัวเราะเสียงดัง) 
แล้วได้เห็นท่านไหม ? 
        ยาย-ก็ได้เห็นท่านอยู่ แต่ก็เห็นห่าง ๆ แล้วก็เห็นไม่นานเพราะว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไปที่ตีนเขาอีกลูกคนละฟาก ทรงไปดูเรื่องที่จะระเบิดเขาทำทางเข้าออกหมู่บ้าน 
ไส้ติ่งเรากำลังจะแตก แล้วรอดมาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น ?
 

         ยาย-ตอนนั้นไส้ติ่งกำลังจะแตก เงินสักบาทก็ไม่มีติดตัว พอดีว่าพระราชินีท่านทรงเยี่ยมเยียนราษฏร แล้วทอดพระเนตรเห็นเรานั่งหน้าซีด พิงเพื่อน คือได้ตอนนั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ท่านทอดพระเนตรเห็นก็คงสังเกตได้ว่าอาการเราไม่ดี พระองค์ก็ถามว่า เป็นอะไร ท่านบอกให้พูดธรรมดาก็ได้ เราบอกว่าเจ็บท้อง พระองค์ท่านตรัสถามต่อว่า เจ็บมากี่วันแล้ว เราก็บอกว่า เจ็บมาครึ่งเดือนเห็นจะได้ ท่านก็เลยบอกให้หมอที่มาด้วยตรวจดู 

แล้วหมอว่ายังไง ?
 

          ยาย-หมอบอกว่าไส้ติ่งกำลังจะแตก พอหมอบอกอยางนั้น พระองค์ท่านก็ทรงติดต่อไปที่ในหลวงซึ่งทรงอยู่ที่ตีนเขาอีกลูก 
รู้ได้ยังไงว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงติดต่อไปที่ในหลวง ?
 

          ยาย-รู้สิ เพราะเห็นในหลวง พระองค์ท่านทรงวิ่งจากตีนเขาลูกโน้นมาเลย ห่างกันถึง กิโล (แค่นี้ก็ตื้นตันแทนคุณยายแล้ว)
รู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนั้น ? 
          ยาย-ดีใจแล้วก็ปลื้มใจแบบมาก ๆ ตอนแรกคิดว่ากำลังจะตายนี่ คิดว่าตัวเองรอดแน่ มันมีกำลังใจ คิดว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังเอาใจใส่เราขนาดนี้ เราจะตายไม่ได้ 
พอในหลวงเสด็จมาถึง ทรงตรัสว่าอย่างไรหรือไม่ ? 
          ยาย-ท่านให้เอา ฮ. มารับ ท่านตรัสว่า เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง ให้เอาคนไข้ไปส่งก่อน พอพระองค์ท่านตรัส หมอสองคนก็หิ้วปีกเราไป ในหลวงท่านทรงเมตตาเราไปจนถึงเครื่อง พอเราขึ้นไป ก่อนที่ประตู ฮ. จะปิด เราก็มองลงมาเห็นในหลวง ท่านทรงโบกพระหัตถ์ เราซาบซึ้งมาก ยิ่งบอกตัวของเราเลยว่าเราจะตายไม่ได้ 

ถ้าไม่มีในหลวงในวันนั้น ก็ต้องตายแน่ ? 
         ยาย-แน่นอน ไม่ต้องอะไรหรอก หมอบอกว่า มาช้ากว่านี้แค่ 2-3 นาที ก็ไม่รอดแล้ว แล้ววันนั้นอย่างที่บอกว่าเรือเครื่องก็ไม่มี น้ำก็แห้ง ไม่รู้ใช้เวลาครึ่งวันจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าในหลวงไม่เสด็จมาที่นี่ วันนั้นก็ตายแน่ ตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรตาย 


เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ ? 
         ยาย-ใช่ ชีวิตทุกวันนี้ถึงฉันแก่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงวันนั้นทีไรรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ทุกที ตอนนั่งดูโทรทัศน์ เวลาเห็นท่าน เราก็จะพนมมือไหว้ตลอด รู้สึกว่าท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา 

ตอนนั้นอยู่บน ฮ. เป็นอย่างไรบ้าง ?
 

         ยาย-จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าพอบินขึ้นไปพักใหญ่หมอก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เราพูดไม่ค่อยไหว แต่ก็บอกไปว่าปวดท้อง บน ฮ. นอกจากเรา ก็มีหมออีก คน แล้วก็คนขับอีก คน จำได้แค่นี้ล่ะ ฮ. พาไปที่โรงพยาบาลไหน ? 
         ยาย-โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เพชรบุรี 

แล้วพักอยู่กี่วัน ? 
         ยาย-ปกติคนเป็นไส้ติ่งทั่วไปเขาพักกัน 3-4 วันก็ออกได้แล้ว แต่เราเป็นหนักต้องพักถึง 24 วัน ถ้าในหลวงไม่ช่วยก็ตายแน่ แล้วถ้าเราตาย ลูกเต้าก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ในหลวงท่านทรงเมตตา ทรงดูแลเราอย่างดี ห้องที่เราพักอยู่นี่ดีมาก เป็นห้องพิเศษเลย พูดตรง ๆ ว่า ดีกว่าบ้านที่ฉันอยู่อีก หมอก็นิสัยดี พูดจากับเราเพราะแล้วก็ใจดี 
         
** ในหลวงท่านทรงห่วงใยเรามากมีคนมาเยี่ยม ถามอาการ ถามสารทุกข์สุขดิบทุกวัน คนใกล้ชิดพระองค์ท่านก็ถามเรานะว่า จะฝากอะไรถึงท่านไหม เราบอกให้ พระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ พูดได้แค่นั้น มันตื้นตันจนนึกไม่ออก** หลังจากวันนั้นแล้วเป็นอย่างไร ? 
          ยาย-ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกเลย ถ้าเรามีโอกาส จะขอเข้าไปกราบแทบพระบาทเลย สิ่งที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือเราไว้ เป็นความซาบซึ้งที่สุดในชีวิตแล้ว 
         
** คิดูสิโลกนี้จะหากษัตริย์อย่างท่านได้ที่ไหน เราเป็นแค่ชาวบ้านจน ๆ แต่ท่านห่วงเราเหมือนเราเป็นลูกพระองค์ท่าน ทรงห่วงเราเหมือนที่เราห่วงลูก ท่านทรงเสียสละแม้กระทั่งของส่วนพระองค์ ทรงยอมลำบากกลับทางเรือเพื่อคนอย่างเรา พูดตรง ๆ ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ฉันตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ทดแทนไม่หมด** กลับมาบ้านแล้ว เป็นอย่างไร ? 
         ยาย-ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็ส่งเงินมาให้อยู่ถึง ปี ครั้งละ 3-5 พันบาท ส่งมาหลายครั้งอยู่ เรารู้เพระว่าใส่ซองสีขาวประทับตราสำนักพระราชวัง จากเหตุการณ์นั้นทำให้เรารักในหลวงของเรามาก          แล้วทุกวันนี้ก็ยังน้อยใจตัวเองอยู่ ว่า เวลาที่ท่านป่วย เราก็ไม่มีเงินไปเฝ้า ไปแสดงความจงรักภักดีกับท่าน ได้แต่ร้องไห้อยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ทุกวัน ดูข่าวทุกวันไม่เคยเว้นเลย  ** ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย** 

การเสียสละของในหลวงคราวนั้น ได้เอามาปฏิบัติตามหรือไม่ ?
 

          ยาย-มีส่วนมากเลย เวลาคนในหมู่บ้านเขาป่วยเป็นอะไร ฉันก็ไปเยี่ยมเขาทั่ว ไปไหนไปกัน มีใครเจ็บในหมู่บ้านนี่ฉันจะ ไปเยี่ยมหมด บางทีถึงไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ญาติเขา แต่เราก็ไป ไปนั่งพูดคุยให้กำลังใจ บางทีก็ไปบีบให้นวดให้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงให้เรา และเราให้คนอื่นต่อ 
         ** เมืองไทยเราโชคดีที่มีในหลวง โชคดีมาก ๆ ไม่มีกษัตริย์ที่ไหนในโลกอีกแล้วที่จะเป็นห่วงชาวบ้านอย่างฉันเท่ากับท่าน คนอย่างเราเปรียบไปก็เหมือนมดปลวก แต่ท่านก็ยังใส่ใจ ท่านใส่ใจจริง ๆ เหมือนกับว่าคนไทย คือ ลูกของท่านทั้งแผ่นดิน**
*ขอขอบคุณ www.dek-d.com

Friday, 20 September 2013

ย้อนรอยปาท่องโก๋ ขนมแห่ง "ความแค้น" ในตำนานจีน


คู่รักปาท่องโก๋ หรือคู่ซี้ปาท่องโก๋ ที่เราเคยได้ยินกันมาบ่อย ๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นการตีความหมายที่ผิด ๆ ไปเสียแล้ว เพราะตามตำนานของจีน ปาท่องโก๋ (Deep-fried dough stick) ขนมแป้งทอดกรอบแสนอร่อยที่ประกบคู่กันนี้ เป็นขนมที่ชาวจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องได้คิดทำขึ้นมาเพื่อแสดงความแค้นกับบุคคลที่ขายชาติ จึงกำหนดให้เวลาเรากินปาท่องโก๋จึงต้องฉีกออกจากกัน เอ๊ะยังไง อย่างนั้นลองไปดูตำนานปาท่องโก๋กันเลยดีกว่าค่ะ

          โดยเรื่องราวของตำนานที่ว่าก็คือ เมื่อครั้งสมัยราชวงศ์ซ้อง ชาวจีนมีแม่ทัพผู้จงรักภักดีต่อชาติชื่อว่า งักฮุย เป็นแม่ทัพที่ซื่อตรง ซื่อสัตย์ รักชาติ และยึดมั่นในอุดมการณ์ของนักรบเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน และกลายเป็นแม่ทัพขวัญใจประชาชนทั่วแคว้น รวมถึงเป็นทหารที่องค์ฮ่องเต้ชื่นชมอยู่พอสมควร แต่เหตุการณ์น่าสลดก็เกิดขึ้นกับงักฮุย เมื่อฉินฮุ่ย และภรรยา เกิดคิดกบฏ และหวังจะขายชาติ และทำทุกวิธีการเพื่อโค่นล้มกองทัพของงักฮุย ร้ายแรงถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสีจนงักฮุยจนถูกตัดสินประหารชีวิต ทำให้ประเทศจีนในตอนนั้นสูญสิ้นแม่ทัพคนดีของประชาชนชาวจีนไปอย่างน่าเสียดาย

          ด้วยเหตุนี้ประชาชนที่ทราบข่าวว่าแม่ทัพผู้เป็นที่รักของตนถูกตัดสินประหารชีวิต ก็พากันนำแป้งสาลีมาปั้นเป็นรูปฉิน ฮุ่ยและภรรยา แล้วก็นำแป้งมาประกบกัน จากนั้นก็ทอดในน้ำมัน กลายเป็นขนมอิ๋วจ้าฮุ่ย หรือแปลเป็นไทยก็คือ ฉินฮุ่ยทอดน้ำมัน และฉีกออกก่อนรับประทาน เพื่อแสดงความแค้นแก่คนชั่วทั้งสองที่เป็นสาเหตุทำให้แม่ทัพผู้เป็นที่รักต้องจบชีวิตลง 

          คนไทยเรารู้จักกับปาท่องโก๋พร้อมกับคนจีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามา ในเมืองไทย ในช่วงรัชกาลที่ 6 แต่ในสมัยนั้นคนจีนแต้จิ๋ว จะเรียกปาท่องโก๋ว่า อิ้วจาก้วย หรือ อิ่วเจี่ยโก้ย จนต่อมาก็เพี้ยนมาเป็น ปาท่องโก๋ ที่เราคุ้นเคยในที่สุด

          คราวนี้ก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่า แป้งทอดแสนอร่อย ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อปาท่องโก๋ อยู่คู่กับโต๊ะกาแฟยามเช้าของเรามาโดยตลอด มีความหมายถึงการแตกแยก และเป็นขนมที่เกิดมาจากความเคียดแค้นของชาวจีนเมื่อครั้งอดีตกาลก่อนโน้นเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นขนมที่สื่อความหมายไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไรก็ไม่เห็นต้องสนเลย จริงไหมคะ แค่กินแล้วอร่อย และฟินเท่านี้ก็พอแล้วเนอะ

ที่มา : Kapook.com 

Wednesday, 18 September 2013

พร้อมแค่ 5% จาก 2 ล้านล้าน


จากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลมีความพร้อมที่จะใช้เงินในปีแรก(พ.ศ.2557) แค่เพียง 103,116.27 ล้านบาท หรือ 5.16% เท่านั้น

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีหลายโครงการที่ยังไม่พร้อมที่จะก่อสร้าง โดยหลายโครงการยังไม่มีการศึกษาความเหมาะสม การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การออกแบบ และการเวนคืน ไม่เว้นแม้กระทั่งโครงการตามแผนเร่งด่วน เช่น ปรับปรุงทาง ราง หมอน สะพานของ รฟท. เป็นต้น

ซึ่งมีความพร้อมที่จะใช้เงินในปีแรกแค่ 8,450.87 ล้านบาท จากวงเงิน 140,271.27 ล้านบาท หรือ 6.02% เท่านั้น

ยิ่งโครงการรถไฟความเร็วสูงยิ่งแล้วใหญ่ มีความพร้อมที่จะใช้เงินในปีแรกน้อยมากคือแค่เพียง 33.33 ล้านบาท จากวงเงินก้อนใหญ่ที่สุดแค่จำนวน 783,552.73 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.004% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงน่าเป็นห่วงมากว่า เมื่อรัฐบาลได้เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไปแล้ว จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากเพียงใด?

เครดิต/ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ผู้เขียนขอเพิ่มเติมจากที่มีคนแย้งว่า .... "ก็มีระบบตรวจสอบ ก็ตรวจสอบไปสิ จะกลัวอะไรมีฝ่ายค้านให้ตรวจสอบแล้วไม่ตรวจเองมากกว่า กลัวว่าเราจะล้าหลังประเทศอื่น ยิ่งอาเซียนกำลังมาด้วยแล้วการลื่นไหลของระบบขนส่งจำเป็นอย่างยิ่ง"

คิดได้แค่นี้ กระนั้นหรือ เป็นการขัดขวางแนวคิด หรือหาข้อโต้แย้งที่โง่เง่า ล้าหลังมากมาย... ได้ยินเช่นนี้แล้ว น่าเป็นห่วงประเทศชาติจริงๆ  


อยากจะบอกว่า "ระบบตรวจสอบ" แทบจำกัดทุกทาง ในขณะที่ทุกอย่างขณะนี้เข้าข่าย "รัฐเผด็จการ" การร่างระบบตรวจสอบ การทำลายผ่ายตรวจสอบ การข่มขู่ทำลายขวัญคนให้้ข้อมูล การออกมาติติงจากผลการตรวจสอบแบบน้ำขุ่นๆ (แถไปแบบหน้าไม่อาย)

ผู้ตรวจสอบ ล้วนแต่ตกอยู่ในภาวะคับขันอันตรายหมด หากท่านเป็นคนเปิดโปงการตรวจสอบ มีการอุดหนุนให้ทำงานแบบ"เอาหูไปนา ตาไปไร่" อยู่เฉยๆ อย่ากระโตกกระตาก คนทำงานในระบบที่เกี่ยวข้องไว้ใจไม่ได้ ไม่มีศักศรีดิ์เอาเสียเลย ท่องสูตร นิ่งเสียตำลึงทอง... 


แบบนี้ จะตรวจสอบอะไรได้ ระบบอะไรจะมาตรวจสอบได้ ถ้าไม่ติติงกันก่อนเกิดเหตุ ....รอให้วัวหายค่อยล้อมคอก กระนั้นหรือ 

ประสบการณ์จากโครงการต่างๆ ที่เหม็นโฉ่ ผิดพลาดเห็นๆ ล้างผลาญเงินทองไปมากมาย ยับยั้งอะไรไม่ได้ และยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ ไหนหละ ระบบการตรวจสอบ ทำได้ดีแต่ไหน อะไรๆ ก็เบลอๆ ก่อนจะกู้ ขอแค่ "ควรทำให้เห็น" ก่อนว่ามีระบบการทำงานที่ดี ก่อนกู้จริง แค่คิดไม่เป็นไร แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องตรวจสอบ ดีใหม? ระบบการทำงานไม่มีจะเอาระบบไหนมาตรวจสอบนอกจากนั่งชี้ข้อผิดพลาด แล้วก็ลืมๆไป...

หากทำไปแล้ว เราทุกคน..ร่วมลงเรือลำเดียวกันไปหมด ก็คงได้แต่ช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือรั่วๆ เพื่อประคับประคองไม่ให้จม ระหว่างการลอยเท้งเต้งไปด้วยกัน

นี่คือ อุปมาอุปมัยที่พอจะเปรียบเปรยแบบลูกทุ่งให้ฟังได้ เผื่อว่าคุยกัน เป็นระบบ เป็นตัวเลข มันจะยากเกินไป เกินกว่าสมองของคนบางระดับจะเข้าใจ เพราะทุกวันนี้เราจะเห็นว่า เอาประเด็นไข่เกิดก่อนไก่ หรือ ไข่เกิดก่อนไข่ มาเป็นข้อโต้แย้งและกล่าวโทษกันเท่านั้นเอง ...มาตั้งบนหัวข้อกฏหมายแล้วพากันตีความเอาชนะคะคานกัน  เราไม่ก้าวไปไหนกันเลย..

มุ่งมันโกง กับ มุ่งมันป้องกัน ใครมันจะอึดกว่ากัน...หน้าด้านกว่า ชนะใสๆ คนไทยนิ่งเฉย..งั้นหรือ ...
ต่างผ่ายต่างหลับหูหลับตาสนับสนุนฝ่ายที่คนเชื่อถือ....

อึดอัดมาก! 

Tuesday, 17 September 2013

สุนัขต้องห้าม 13 สายพันธุ์ในประเทศเดนมาร์ก อีก 12 สายพันธุ์กำลังตามมา

มกราคม 2013 - ในเดนมาร์ก มีการห้ามอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับสุนัข 13 สายพันธุ์ นับว่ามากที่สุดในโลก ที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นรายนามเป็นสายพันธุ์ต้องห้ามเลี้ยงในเดนมาร์กแล้ว และอีก 12 รายนามกำลังขึ้นชื่อ จะเรียงรายมาเพิ่ม รวมทั้งสิ้น 25 สายพันธุ์ จะต้องห้ามในอนาคตอันใกล้นี้

การอภิปรายจากนักการเมืองในเดนมาร์กดูจะมีแนวคิดเกินควบคุมโดยสิ้นเชิง ขณะที่รายงานข่าวออกมาว่า แม้จะมีการห้ามในปัจจุบัน แต่จำนวนของสุนัขกัดกันได้เพิ่มขึ้นและ ทำให้นักการเมืองและสื่อไม่สนใจข้อเท็จจริง มีการห้ามและเรียกร้องให้มีการต้องห้ามสายพันธุ์สุนัขมากขึ้น

เมื่อสัตวแพทย์ไม่เต็มใจที่จะสังหารสุนัข ไม่ใช่ด้วยปัญหาสุขภาพ แต่หากเป็นเพียงเพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสายพันธุ์ที่นักการเมืองเรียกร้อง ก็ขอให้คนที่ฝึกสุนัข "ทำมันด้วยตัวเอง"

แม้ว่ามีการแก้ไขวิธีการ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีอยู่ในประเทศนี้ และน่าสยองขวัญสำหรับสุนัขและเจ้าของสุนัขที่อาศัยอยู่ในประเทศเดนมาร์ก เช็คสเปียร์เคยเขียนเปรียบเปรยว่า กฏหมายในเดนมาร์ก เป็นเสมือน "สิ่งที่เน่าเสียในรัฐแห่งเดนมาร์ก" บางส่วนของหลายร้อยปีต่อมา สิ่งที่เขาเขียนไว้าได้รับการพิสูจน์ว่า มีหลายอย่างในเดนมาร์กเป็นเรื่องผิดกฎหมายและมีการร้องไห้ออกมาประท้วง เกี่ยวกับความชั่วร้ายนี้ มีการเรียกร้องให้เดนมาร์กหยุดความบ้าคลั่งนี้ในประเทศของพวกเขาและให้พวกเขากลับไปยังโลกศิวิไลซ์อีกครั้ง คำร้องระบุต่อไปนี้



สุนัขกว่า 400,000 ตัวตกอยู่ในอันตราย ที่ต้องถูกฆ่าให้ตาย!

ตั้งแต่มีคำสั่งห้ามสายพันธุ์ของสุนัข คำสั่งนี้ได้ส่งผ่านความอันตรายไปยังสุนัขกว่า  400.000 ตัว ต้องตกอยู่ในอันตรายในประเทศเดนมาร์กทันที  รัฐบาลได้ส่งผ่านภาระในการพิสูจน์สายพันธุ์ ให้แก่เจ้าของสุนัขที่มีลักษณะเหมือนสายพันธุ์เหล่านี้เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสายพันธุ์เอง

ตอนนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สุนัขของพวกเขา ไม่ใช่สายพันธุ์ต้องห้ามดังกล่าว ซึ่งในขณะที่ชาวเมืองทุกคนกล่าวว่า "เราทุกคนรู้ว่าไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ ด้วยดีเอ็นเอมันจะบอก ถ้าเราเป็นครอบครัวของสุนัขเหล่านี้ ไม่สามารถ ยกเว้นภาระการพิสูจน์ได้เลย  - และสุนัขของเราจะถูกฆ่าทันที...

สายพันธุ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตขณะนี้มีชื่อออกมาแล้ว 13 สายพันธุ์ ในเดนมาร์กมันผิดกฎหมายที่จะเลี้ยงหรือนำเข้าสายพันธุ์ต่อไปนี้ รวมทั้งห้ามเลี้ยงสุนัขข้ามสายพันธุ์ของสุนัขเหล่านี้ :

1. Pit Bull Terrier
2. Tosa อินุ (สุนัขต่อสู้ญี่ปุ่น)
3. เทอร์เรี Staffordshire อเมริกัน
4. Fila Brasileiro
5. Dogo Argentino
6. บูลด็อกอเมริกัน
7. Boerboel (สุนัขพันธุ์แอฟริกันใต้)
8. Turkish Kangal
9. Ovtcharka เอเชียกลาง
10. Ovtcharka white
11. Ovtcharka รัสเซียใต้
12. Tornjak
13. Sarplaninac


สำหรับสุนัขซื้อก่อน 17 มีนาคม 2010 ก่อนมีการออกกฎหมายมีการอนุโลมให้เลี้ยงได้ แต่มีมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากในการสังเกตุหรือเฝ้าดูการเลี้ยงดูสุนัขเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อกระทรวงยุติธรรม (Justitsministeriet):

Monday, 16 September 2013

อีก 17 ปีข้างหน้าโลกจะเป็นอย่างไร : รายงานอนาคตโลกของสภาข่าวกรองสหรัฐ National Intelligence Council>>> Global 2030


โดย : อจ. สมเกียรติ โอสถสภา

อีก 17 ปีข้างหน้าโลกจะเป็นอย่างไร ?

สำนักงานสภาข่าวกรองสหรัฐทำงานได้น่าที่ง ประมวลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่ เศรษฐกิจ ประชากร การต่างประเทศ อาวุธ สังคม และความคิดคน เป็นการทำนาย "อนาคตโลก" เพื่อวางแผนโลก เข้าใจโลก และเตรียมลงทุน รับมือ สร้างองค์กร สร้างคน ในโลกนี้

ผมจะสรุปให้ฟังคร่าวๆ แล้วค่อยขยายไปสู่ความคิดของจีน รัสเซีย และประเทศอื่นๆ

(1) สถานการณ์น้ำมัน
การค้นพบหินน้ำมันจำนวนมหาศาลของสหรัฐที่เรียกว่า oil shale พร้อมด้วยปริมาณการผลิตที่ทำให้ต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ กอปร์กับทรัพยากรจำนวนมหาศาลในจีน ที่ยังไม่มีเทคโนโลยี่ในปัจจุบัน จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกอย่างแรง Opec จะแตก ประเทศในตะวันออกกลางจะยากจนลง อเมริกาจะเกินดุลการค้าจากการขายผลิตภัณท์จาก oil shale

จะส่งผลกระทบต่ิการวิเคราะห์รถไฟความเร็วสูงของไทย ราคายางพารา และปีโตรเคมีของไทยอย่างไรหนอ

(2) ประชากรโลก
2.1) คนในโลกจะเพิ่มจาก 6 พันล้านคนเป็น 8,4 พันล้านคน การเพิ่มส่วนใหญ่จะเพิ่มในประเทศที่ยากจน ประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มช้าหรือลดลงในบางประเทศ เพิ่มเยอะนะเนี่ย

2.2)  ประชากรโลกราว60% อาศัยในเขตเมือง เพิ่มจาก 50% ในปัจจุบัน

2.3)  อินเดียจะเป็นประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก

2.4)  พลเมืองโลกที่นับถือศาสนาอิสลามเพิ่มเร็วที่สุด เพิ่มขื้น 35% จะมีจำนวน 2.2 พันล้านคน จากพลเมืองโลก 8.4 พันล้านคน ในปี 2030 อีก 17 ปีข้างหน้า

2.5) ความต้องการอาหารจะเพิ่ม 35% แต่ความต้องการน้ำเพิ่ม 40% ในหลายเขตของโลกจะเกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอ เกิดความขัดแย้งแย่งน้ำ จัดสรรน้ำภายในประเทศและระหว่างประเทศ ปัญหาหนักใน ตอ กลาง อาฟริกา จีน อินเดีย พื้นที่เกษตรของโลกลดลง แต่ผลผลิตอาหารมีเพียงพอ เพราะเทคโนโลยี่

2.6) เมืองในทุกประเทศจะเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 80% ของ GDP จะมาจากเขตเมือง อาฟริกาเป็นทวีปที่เขตเมืองเพิ่มเร็วสุดของโลก เมืองคือเขตที่คนอยู่กันหนาแน่น และมีวิถีชีวิตของชาวเมือง

2.7) เขตที่อาหารไม่เพียงพอคือ ตอ กลาง แต่จะมีคนขายให้เยอะมาก ไม่ต้องเว่อจำนำข้าว ตอนเย็นพระอาทิตย์ตก แต่ไม่ตกบนกระบาลพวกคุณแน่นอน

2.8) รู้มั้ยครับ ว่าอายุเฉลี่ยของคนญี่ปุ่น เยอรมันยุคนี้ คือ 44-45 ปี ยุโรปด้วย ใน17 ปีข้างหน้าคนแก่จะเต็มยุโรป ญี่ปุ่น และ เยอรมัน ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี่ของโลก เมื่อคนแก่ เศรษฐกิจจะไม่ค่อยขยายตัว อเมริกา เกาหลี ใต้หวันจะแก่ตามมา อนาคตเราเป็นมหาอำนาจได้ ถ้าไม่ล้มละลายเสียก่อน

2.9) จะเกืดการอพยพระหว่างชาติมาก เด็กไทยยุคนี้อยากไปอยู่เมืองหนาวเล่นบอลให้ทีมมิลาน เตรียมตัวได้ครับ

2.10)  โลกอนาคตจะเป็นโลกที่มีเมืองใหญ่มาก เลือกเมืองตามสบาย เมืองการค้า การศืกษา ที่อยู่ เมืองคนแก่ เมืองวัยรุ่น พยายามทำตัวเป็นหนุ่มสาวกันไว้ อย่าแก่เร็ว ให้ดูเซ็กซี่ไว้

ข้อมูลแค่นี้ก็วางแผนชีวิตได้แล้ว วิเคราะห์เจาะลืก วางกลยุทธ ชีวิตจะดีครับ!!

pocket book ปีล่าสุดของ The Economist ใกล้ตัวผมหายไปแล้ว เข้าใจว่าหมาของผมเอาไปอ่านหรือเคี้ยวเล่นเป็นอาหารเช้า ถ้าหาซิ้นส่วนเจอ ผมจะมาขยายความเรื่องเมืองในอนาคตนะครับ

ปี 2030 นายกจะมีอายุราว 47 ผมไม่ได้ research ว่าอายุปัจจุบัน นายกยังจะเป็นายกอยู่หรือเปล่า ใบหน้าคงคล้ายคุณยาย โกลด้า แมร์ มากทีเดียว ย่นงดงาม...

(3) ชีวิตคนปี 2030

โรคอันดับหนื่งของคนคือ โรคซืมเศร้า Depression ที่เกิดจากหลายสาเหตุ

  •  เกิดจากการว่างงาน งานไม่มั่นคง ความรู้สืกว่าเหลื่อมล้ำกับพวก"แชโบล" ถูกเก็บภาษีไปจ่ายโครงการหาเสียงของแชโบล นั่งด่ารัฐบาลมากเกินเหตุ จะเป็นกันทั่วโลก
  • ความแออัดของเมือง ขาด city park ห้องนอนเล็ก ระบบ KPI ในที่ทำงาน มีความแตกต่างระหว่างคนทำงาน outsource กับพวกพนักงานประจำ infrastructure เก่า เพราะขาดการลงทุนใหม่ๆ
  • ปัญหาครอบครัว การเลี้ยงดูผู้สูงวัย การวิวาทในครอบครัว การอยู่ตัวคนเดียว การแต่งงานมีน้อยลง ยุคใหม่ กติกาใหม่ครับ ชีวิตทางเพศของคนกลับไปสู่ยุคโรมัน สปาร์ตาคัส ไปซื้อแผ่นมาดู หวาดเสียวมาก
  • คนจะมีปัญหาหนี้กันมาก ตลาดหุ้นผันผวน วัฏจักรธุรกิจเปลี่ยน รวดเร็ว รุนแรง ผู้ประกอบการอิสระจะเหนื่อย คู่แข่งเยอะ (เอ๊ะ หรือ จะเป็น ลูกจ้างดีกว่า) 
  • คนเป็นโรคจิตกันมาก
  • สงคราม อาชญากรรมเยอะ สิ่งแวดล้อมแย่ลง ต้องชอบฟังเพลง เลี้ยงหมา แมว รักต้นไม้ มีอารมณ์ขันเข้าไว้ 

สถานการณ์โลกอนาคตที่ว่านี้เอาไปใช้เป็นเหตุผลหว่านล้อมให้แฟนแต่งงานด้วย ได้เลย คนกลัวความเสี่ยงครับ....

ตามบทความของ อจ. เราคงต้องเน้นเอา...ฮาเข้าไว้