Wednesday, 8 June 2016

เนื้อมนุษย์บรรจุกระป๋อง หลอกว่าเป็นเนื้อบดปรุงรส ส่งขายทั่วแอฟฟริกา


เนื้อมนุษย์บรรจุกระป๋อง หลอกว่าเป็นเนื้อบดปรุงรส ส่งขายทั่วแอฟฟริกา!!

เรื่องนี้ฟังมาจากยูทูบต่ะ มีเนื้อหาว่า รัฐบาลจีนได้ถูกบังคับให้ออกมาปฏิเสธรายงานอย่างเกรี้ยวโกรธว่า ใช้เนื้อมนุษย์บรรจุเป็นเนื้อกระป๋องบดปรุงรส และส่งขายไปยังร้านขายของชำทั่วแอฟริกา เจ้าหน้าที่ของปักกิ่งก้นต้องลุกเป็นไฟ ด้วยข่าวของแอฟฟริกันหลายช่องจากการเปิดเผยของนางสาวบาบาร่า อโควซัวร์ อโบเซ Barbara Akosua Aboagye ผู้ใช้ Facebook ในโพสต์ที่แชร์กว่า 26,000 ครั้ง และถูกลบทิ้งแล้ว

Msanzi เว็บไซต์แอฟริกาใต้ และเดลี่โพสต์ เพิ่มดีกรีความแรงเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง โดยกล่าวว่าจีนได้ส่งออกเนื้อมนุษย์ เนื่องจากมีประชากรล้นประเทศ ส่งผลให้มีปัญหาในการหาพื้นที่ฝังศพ

Yang Youming (นายหยาง หยาว หมิง) เอกอัครราชทูตจีนประจำแซมเบีย ออกแถลงการณ์ว่า “ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ท้องถิ่นแพร่กระจายข่าวลืออย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าจีนใช้เนื้อของมนุษย์ทำเนื้อบดปรุงรสส่งขายให้แอฟริกา นี่เป็นการให้ร้ายที่รุนแรง ซึ่งทางเราไม่สามารถยอมรับได้ เราขอแสดงความไม่พอใจอย่างสูงสุดและขอประณามผู้กล่าวหาทางเรา”


สิ่งที่ตลกที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ภาพทั้งหมดเป็นภาพจริงจาก Capcom ในปี 2012 เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมเกม Resident Evil 6 ซึ่งมีร้านขายเนื้อปลอม พร้อมรูปปั้นของสิ่งนี่ดูเหมือนเนื้อมนุษย์..

จะโกรธคนที่เชื่อข่าวก็ไม่ได้เพราะว่า ดูจากคุณภาพและข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับการปรุงและทำอาหารการรักษาอนามัย ของจีน ชวนจินตนาการในทางร้ายแค่ไหนว่าเขาจะทำได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เนื้อมนุษย์แต่เราจะเชื่อได้อย่างไร ว่าในกระป๋องที่ผลิตมาจากจีนเหล่านั้น เป็นเนื้อวัว จริงๆ ...

หายหิวเลยค่ะ เจอข่าวนี้ !!! 


Monday, 6 June 2016

องค์กมี Career Pathเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ หรือยัง ??


โดยส่วนตัว เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่อง Career Path (เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ)  มาแต่เริ่มแรกที่ ทฤษฏีตัวนี้ออกมาฮิตติดอันดับกิจกรรมกันเลย ... ส่วนตัวก็ Debate โต้แย้ง มาตลอด ว่าแต่ว่า แผนเส้นทางอาชีพมีอะไรบ้าง ...ตำราว่ามีตามนี้ค่ะ 

การออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง (อ้างอิงจาก JobBD มาค่ะ)  
1. ระดับตำแหน่งงาน (Career Level) ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นจะบอกถึงความก้าวหน้าจากการทำงานอาชีพนั้น ๆ เช่น

  • ระดับเจ้าหน้าที่
  • เป็นหัวหน้างาน
  • เป็นระดับอาวุโส
  • เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ
  • เป็นรองผู้จัดการ
  • เป็นผู้จัดการ
  • เป็นผู้บริหารระดับสูง
ในสายงานของคุณต้องผ่านตำแหน่งอะไรบ้าง จึงจะไปถึงตำแหน่งที่คุณใฝ่ฝัน ใช่มั้ย ? 

ทั้งหมดข้างต้นนี้ สรุปง่ายๆคือ การออกแบบองค์กร หรือ สร้าง Organisation Chart ค่ะ ระบุหน้าที่ในงานฝ่ายหนึ่ง มีตำแหน่งอะไรบ้าง มีกี่ระดับ จุดอ่อนของหลายๆ องค์กร และ หลายๆ เจ้านายคือ เอางานไม่ใช่งานในฝ่ายมาแปะตามอำเภอใจ ตามใจรัก โดยเอางานมาฝังในตำแหน่งที่ไม่ตรงหน้าที่ หรือ หน้าที่ที่ไม่ตรงผ่ายงาน ส่งผลทำให้การวัดผล การพัฒนางาน การพัฒนาคน ไปต่อไม่ได้คือ ได้ไม่สมบูรณ์ และเมื่อเขาควรโตในสายงานเขา แต่มาฝังในแผนกไม่ใช่ก็ทำให้เขาทำงานไม่ตรงตำแหน่ง และพัฒนาในสายอาชีพไม่ถูกต้อง เคยได้ยินน้องคนนึงมาถามว่า พี่คะหนูจะบอกเขาว่าไง หนูทำอันนี้ แต่มาอยู่แผนกนี้ ชื่อตำแหน่งมันว่ายังงี้ แต่หนูไม่ได้ทำเลย ทำแต่งานของ Admin.?  เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็สร้างแผนพัฒนาอาชีพก็พอได้ค่ะ แต่ได้แบบแคะๆ แกร็นๆ 
   
2. เป้าหมายของงาน (Target Job) ต้องมองว่าตำแหน่งที่คุณต้องการจะขึ้นไปนั้นต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร มีผลงานในระดับใด ต้องใช้ทักษะอะไร ต้องมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง หรืออาจวัดจากคุณภาพของงาน ปริมาณงานที่ทำ และอายุงานเป็นเกณฑ์กำหนด คุณควรศึกษาและหาทางพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นให้ถูกทาง

3. ขอบเขตของหน้าที่ (Functional Area) การจะเลื่อนตำแหน่งได้ นั้น คุณต้องสามารถรับผิดชอบงานที่มากขึ้นได้ด้วย ทั้งในเชิงปริมาณและขอบเขตงานที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ควรศึกษาถึงขอบเขตของงานและหน้าที่ที่คุณจะต้องทำในตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย 

เอาหละ ดิฉันขอสรุปใหม่ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการ...

1. องค์กรต้องมี Oganisation Chart ที่ชัดเจน และ มี JD กับ ระบุทักษะในหน้าที่ให้ชัดเจน

2. ทักษะที่ว่าคือ ทักษะที่จะทำให้พนักงานทำงานได้ โดยกำหนดตัววัด ว่าทำอะไร ทำได้ดีชั่วเท็จจริงประการใด เป็น KPI สำหรับงานในหน้าที่ และ

3. ทักษะของสมรรถนะที่ทำให้ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เราเรียกว่า Competency ค่ะ
มีองค์ประกอบ 3 ส่วน สั้นๆ ง่ายๆ ใน 1-2 แผ่นของการดาษทำการ(บันทึก) พอค่ะ ในหมวดตำแหน่ง เราอิงโครงสร้าง ในหมวดบทบาทหน้าที่ เราอิง KPI ที่ต้องทำให้ได้ และในหมวดสมรรถนะ ต้องมีอารมณ์นิสัยและแรงจูงใจแบบไหนจึงจะทำให้งานดี๊ ดี ก็อิงเกณฑ์คุณสมบัตินางฟ้า เทวดาที่เราต้องการสำหรับงาน ตำแหน่งนี้ (จบไปแล้วนะคะ สำหรับกระดาษทำการการจัดแผนอาชีพ) 


ลงมือทำ Implementation 

ทำยังไง ลงมือค้นหาคนพันธุ์ A สร้างเสริมกิจกรรมและจับตา คนพันธุ์ A หรือ สรรหาคนพันธุ์ A สิคะ
หาคนพันธุ์ A เกรด A คือ คนที่จะไปสู่ตำแหน่งถัดไปตามข้อ 1 ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ วัดเกรด จัดกลุ่มพนักงานกันเถิด...

จัดแล้วยังเอ่ย ?  อ๋อจัดแล้ว ตามที่ หน. เขาบอกว่า โอ้ย คนนี้แหละเยี่ยม (สำหรับผม แต่สำหรับองค์กร ไม่รู้ ฮาๆ) ทุกแผนกมีคนเยี่ยมๆ ตามจริตของ หน. แต่ค้านสายตาคนนอกตลอดเวลา ... เอ๊ะยังไง ? ทุกแผนกมีคนพันธุ์ A แต่งานไม่ไปไหน ผลักดันก็ไม่ได้ ?         


ทีนี้มายก ตย. กันสักเรื่องหนึ่ง เช่น มีวิศวกรก่อสร้างท่านนึงทำงานมาก็เจริญก้าวหน้าดีมาเป็นลำดับ วันนึงแก shift อาชีพไปทำปิโตเลียม เกี่ยวกับงาน Menagement ด้านนึง แกว่า อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วถ้าองค์กร มีการพัฒนา career path มาให้แกตามลำดับมาจนถึงระดับ Build leadership ให้แกแล้ว ซึ่งการพัฒนาก็คงเริ่มมาจาก OJT เป็นประโยชน์ต่อองค์กร และตัวพนักงาน มาจนถึงการพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกให้มีสมรรถนะ (Competency) ด้านต่างๆเพิ่มอีก  เกิดเหตุแบบนี้ องค์กรรู้สึกยังไง คุ้มมั้ย คนทำงานมีแรงจูงใจอะไรซ่อนอยู่ไม่รู้ ? เสี่ยงมั้ย ?


นี่ ตย. นี้เรียนมาจาก Mr. ROBERT O'RIODANT ... แกตั้งคำถามเลิกคิ้ว มองบนเล็กน้อย ... 
u beleived that ? ค่ะ แล้วแกก็ยกตัวอย่างข้างต้น ฟังแล้วสะอึก และเริ่มมองหาบทพิสูจน์ 17 ปีย่างแล้วหละค่ะ ต้องยอมรับด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดว่า  ยังไม่เห็นใครสำเร็จทฤษฏีนี้จริงจัง แต่มีสำเร็จจริงๆ คือ talent acquisition ได้แก่ บ. ปูน  บ. ปตท. เห็นว่าทำได้ดี สำเร็จไปถึงการพัฒนาสายอาชีพจริงหรือปล่าวก็ไม่ชัดเจน คือไม่ได้อ่านหรือเห็นชัดตามข่าววงในเขา อาจเป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผยต่อผู้อื่นให้เกิดการประเมินกองกำลังความสามารถก็เป็นได้ 

แต่ถ้าจะดู MBOที่สำเร็จดังตัวอย่างจาก google และ apple ค่ะ ไม่เห็นเขาเคยพูดถึง ไอ้แผนอาชีพ หรือ โครงสร้างตำแหน่งอะไรเลย มีตำแหน่งเขาก็ฟังแปลกๆ แต่เขาเชื่อเรื่องการเสริมสร้างสมรรถนะกับความสามารถ (Performance)  และ MBO คือ เก่งก็จ้างมาเลย ! แต่ได้ยินเขาเน้นวัฒนธรรมองค์กรเขา ชัดเจน กระหึ่มแปลกใจไปตามๆกัน ...

เลยเปลี่ยนมาเชื่อเริ่อง PMI - Performance mgt indicator, PMS - Performance system กับ Competency ที่นำมาใช้ตอนงาน Recruitment ดูจะปลอดภัยกว่ามาหาทีหลังตอนสวม ตน.งานแล้ว !


ปัญหาคือ องค์กรส่วนใหญ่ มักเรียกร้องอยากมีแผนความก้าวหน้าในอาชีพ แล้วมักมีคำถามว่า HR ทำไมไม่ทำ หรือ ทำไม่เป็น หรือไม่ได้ ... เพียงทำนั้นไม่ยาก แต่พอทำติดไปหมด เพราะแต่ละคน รวมถึง เจ้านายก็ไม่ยอมแก้ไข ไม่เปลี่ยน(ระบบ)อันก่อร่างสร้างตัวมาจากนิสัยท่าน และนางทั้งหลาย แต่อยากมีระบบ พอมีปัญหาการสูญเสียคน งาน หรือ สมรรถนะใดๆ สักอย่างโผล่มา เราจะได้ยินเสียงพำพัมว่า เนี่ย..เพราะเราไม่มี Career Path แต่จริงๆ คือ นางมีระบบวัฒนธรรมองค์กรที่เสียหายต่างหาก
มีน่ะดี แต่จะมีได้มันไม่ง่าย มันยาก กับวัฒธรรมภายใน... ต้องเปลียนตัวเองมากบ้าง น้อยบ้างว่ากันไป ส่วนมากพอต้องเปลี่ยน อ้ำๆ อึ้งๆ สุดท้ายมีไว้เป็นคัมภีร์เท่านั้นใช้งานไม่ได้ มีไว้รักษาหน้า ..มีได้นะ ซื้อโปรแกรมมาเลยค่ะ ... มีขายจากที่ปรึกษาดีๆ เก่ง ๆ ปัญหาแท้จริงคือ ข้อ 5 ข้อเดียว นอกนั้นเป็นการวางระบบพัฒนา วางได้ให้สั้น ให้ยาว วางยากนักก็ MBO (management by objective หรือ buy out) เลยค่ะแล้วมาต่อ Path เอา. แต่...ไม่จบ

ท่านจะโดน พนง. ด่าเช้าด่าเย็นว่า ว่ามีแบบแผนยังงี้ แต่ทำไมเวลาปฏิบัติไปทำแบบโน้น ไหนหละว่ามีระบบ Career Path แล้วทำไมเป็นไอ้นั้นหละ คนนี้หละอบรมแทบตาย มีอะไรก็ให้ไปทำ ด่านหน้าของบททดสอบ ด่านอรหันต์ ตกด่านตายเสียงั้น หรือ แผนพัฒนาอาชีพก็มีนี่ ทำไมไม่ใช้ กลายเป็นมี กม. แต่ไม่ทำตาม กม. มีรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำตาม... ทำนองเงี้ยแหละค่า 

สรุปสั้นๆ ว่า

  • ให้ทำแผนตำแหน่งงานในองค์กรบอกตำแหน่งให้ชัด
  • ให้ทำ JD หรือ Job Description ให้ดีครอบคลุมงานในหน้าที่จริงๆ ก่อน ที่เกินๆ เลยๆ เอาไว้เป็นติ่งก็พอค่ะ 
  • ให้ทำ KPI ให้สอดคล้องกับ work Target (ของอะไรก็แล้วแต่..)  Work KPI กับ work Target ไม่เหมือนกันนะคะ (แปะใว้ก่อน เดี๋ยวอธิบายให้ในหัวข้อต่อไป เปลาะง่ายๆ ตรงนี้จะทำให้เกิดการสร้าง Com & Ben ที่ดีตามมาด้วยนะคะ) 
  • ให้คัดกรอง สรรหาคุณสมบัติ (สมรรถนะ) ที่จำเป็นสำหรับงานให้ได้ (ของแต่ละตำแหน่ง)  และวางระดับเกรดสำหรับคุณสมบัติที่จะทำให้คนทำงานได้ดีกว่า (จัดหาคนพันธุ์ A)

พอมาถึงตรงนี้พอจะมองออกใช่มั้ยคะว่า ในแต่ละตำแหน่งตามลำดับลดหลั่นกันมา จะมีระดับเทพไม่เท่ากัน ตำแหน่งโตกว่า ก็ต้องมีความเป็นเทพมากกว่า ตำแหน่งต่ำว่าก็ลดหลั่นระดับเทพของเขาลงมา อย่าไปทำให้ความเป็นเทพของหัวหน้าและลูกน้องเท่ากันไปหมด หรือ ซ้ำๆ กัน เพราะมสรรถนะในการทำงานแต่ละระดับไม่เหมือนกัน เช่น หน. จะมาซ่อมหรือ จะมาแกะเครื่องยนต์ อะไรเก่งเท่าลูกน้อง คงไม่ใช่ แต่อาจจะวิเคราะห์เก่งกว่า เป็นต้น      
 
มาถึงคำถามที่ว่า แล้วควรมี Career Path ในองค์กรหรือเปล่า ... ขอตอบว่า เราควรมีผังองค์กรและตำแหน่งชัดเจน มีแผนการอบรมพัฒนาชัดเจน และมีการประเมินจัดกลุ่มสายพันธุ์ให้ชัดเจน (เป็นการปูทางประตูสู่สวรรค์ให้ทุกคนได้เห็นเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง) และทุกอย่างทำผ่านการประเมินผล วิจัยหาผลคำตอบออกมา ดังนั้น จะมีคำตอบได้ต้องมีระบบการประเมินผลค่ะ ! แล้วการพัฒนาสายอาชีพก็จะเกิดตามมา ส่วนการประเมินผลจะทำได้ดี ยุติธรรมพอ ก็ต่อเมื่อ มีองค์ประกอบที่สรุปไว้ข้างต้นดีพอ หากไม่ดีพอการ จะส่งผลให้การประเมินผลต่างๆ เป็นการประเมินผลเป็นตามไบเบิ้ลอีก แต่ไปใช้งานอะไรไม่ได้ สร้างความร้าวฉานอีกตามเคย ...พึงระวัง


แค่นี้ เราก็รอดพ้นความสุ่มเสี่ยงเรื่องการลงทุนใน Career Path ให้กับพนักงานและองค์กรแล้วค่ะ อย่าลืมว่า "พนักงานต่ละคนก็มีแรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์เป็นของตัวเองบางคนเก่งมาก แกไฝ่ฝันแค่ปากซอยผลักดันเท่าไรก็ไม่ไปไม่ยอมขึ้นรถ บางคนไฝฝันไปถึง ตปท. แต่ไม่เก่งก็กลายเป็นพวกเพ้อเจ้อ" แต่ถ้ามองว่า ไม่กลัวคู่แข่งจะได้พนักงานที่เราอุตส่าห์สร้างไปด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนแต่ฉันจะสร้างบุคลากรของประเทศ ก็เอาค่ะ ดีที่สุดแล้วเป็นบุญมากมายเลยค่ะ ขออนุโมทนาด้วยอย่างจริงใจ 
ไหนๆ ก็เอ่ย เรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนแล้ว จะบอกว่า หากทำข้างต้น ได้ดิบดีแล้ว เรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป พนักงานจะได้รู้ว่าบุญวาสนาพาตัวเราได้ระยะหนึ่ง แต่อาจไม่ได้นำพาเจ้านายไปถึงเทือกเขาเอลป์ แต่ต้องเป็นความพยายามที่ชัดเจนของพนักงานต่างหาก และวาสนาของพนักงานก็คือ มีสติปัญญาพอต่างหากคะ 

ง่ายที่สุดแล้วเนี่ย... 

Saturday, 4 June 2016

แรงผลักดันแห่งความสำเร็จ มีอะไรบ้าง !!

ที่มาภาพ : FB- Parkal HR Community 

ความสำเร็จที่เราเห็นเหนือน้ำนี้ ภายใต้ความสำเร็จนั้น เราต้องฝ่าฟัน ฝากฝัน ฝ่าฝืนและต่อสู้กับอะไรบ้าง?  รู้หรือไม่ มันมีมากมายเกินจะคาดคิด แต่ไม่ได้หมายถึงว่าทุกเรื่อง ต้องการองค์ประกอบแรงผลักดันทุกข้อ ไปหมดในเวลาเดียวกันนะคะ บางเรื่องต้องการแต่ 3 ข้อ บางเรื่องก็ 4 ข้อ แต่เราจำต้องมีทุกข้อจริงๆ เป็นแรงผลักดัน จะปลูกสร้าง ปลูกฝังบได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ตามแต่ละบุคคลจะมีบรรยากาศมาเสริมแรงผลักดันในความสำเร็จแต่ละครั้งด้วยเหมือนกัน ที่เราจำต้องรับมือให้ได้ ...

เชื่อว่า ต่างช่วงต่างแวลากัน แรงผลักดันต่างๆ จะนำมาถูกใช้ในระดับที่ต่างๆ กันไปเช่นกัน ... ยากไปมั้ยคะ ถ้าไม่ยากส์ เตรียมรับความสำเร็จไว้อย่างสม่ำเสมอค่ะ

ขอเรียกว่า "แรงผลักดันแห่งความสำเร็จ" นะคะ

ระวังตรวจล๊อตเตอรี่กับ เวบสนุกดอทคอม !!

ซื้อล็อตเตอรี่มา หากท่านไปตรวจกับสนุกดอทคอม ให้ระวังนะคะ ไปอ่านเจอข้อความนี้ทางเฟสบุ๊คมา เสียดายของตัวเอง ตรวจแบบนี้กับสนุกมา 3-5 ปี แล้วหละค่ะ เสียใจจิ๊ดๆ




เพื่อนๆตรวจ ลอตเตอรี่กันดีๆนะ ตรวจใน sanook.com .. เขาบอกว่าคุณไม่ถูกรางวัล .. แต่มาตรวจในหนังสือพิมพ์ดันถูกรางวัลที่ 5 จ้ะ.. เกือบทิ้งไปแล้วนะเนี่ย.. ‪#‎มีงี้ด้วยปรกติตรวจเน็ตตลอด‬

Cr. Tawanrat Kanlaya 

สิ่งเพี้ยนๆ ที่ควรระวังกับงานศพ และ ธรรมเนียมการแต่งกายไปร่วมเคารพศพ

"อาตมาพูดมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว เห็นเด็กแต่งชุดดำไปงานศพผู้ใหญ่แล้วรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูก สมัยโบราณคนที่อายุน้อยกว่าไปงานศพผู้ใหญ่กว่าต้องใส่ชุดขาวไป ถ้าหากว่าไปงานศพคนที่เด็กกว่า อายุน้อยกว่า หรือว่ายศต่ำกว่า ถึงใส่ชุดดำได้

อาตมาเห็นมาจนเบื่อแล้ว ตั้งแต่งานพระราชทานเพลิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ งานถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนี งานพระราชทานเพลิง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เห็นแล้วเบื่อสุดๆ ว่าแต่ละคนที่ไปนี่ใหญ่กว่าท่านทั้งนั้นเลย"

แรกๆ ก็งงที่ได้อ่านเนื้อหาที่มีคนพาดพิงถึงคำกล่าวแบบนี้ ...จนมีคนนำเอาภาพนี้มาโพสต์ๆ ในเฟสบุ๊ค จึงนึกได้ว่าเคยได้รู้เรื่องแบบนี้ผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่ไม่เข้าใจว่า ยังไง อะไร ...ใครมีปัญหา ทำผิดอะไร ...

ส่วนตัว ดิฉันเดาว่า .. ยุคสมัยมันเลือนๆไปจากหลักที่ถูกต้องมาเป็นหลักนิยม ตามหลัก ศก. จนหลงๆ ลืมๆ

ดิฉันจำได้ว่า เราเข้าใจว่า มีงานศพเราต้องแต่งดำ หาชุดดำ เท่านั้น!! ไ่ม่ได้คิดถึงสีขาวเลย เมื่อไรที่นึกถึงสีขาว ดิฉันกลับนึกถึงงานบุญต่างๆ เช่น งานบวช งานถือศีล งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า วันพระวันโกน ทั่วไป ... เช่นนี้

แต่ก็มีหลายครั้ง ที่เห็นคนแก่ มาร่วมงานศพคุณย่า คุณตา เขาจะใส่เสื้อสีขาวกันมา และผ้าถุงสีเข้มๆ แต่ไม่ใช่ดำ แต่เมื่อมางานศพน้องชายดิฉัน 3 คน หลานอีก 1 ครอบครัวดิฉันมีอายุสั้นๆ กันค่ะ พากันเสียไปตั้งแต่อายุน้อยๆ หมด จนแทบจำพิธีงานศพแม่นเลย คือ บ่อยมาก บัดนี้เหลือกันน้อยๆ ไม่กี่คน เราก็เลยปลงตก ไม่ได้อยากได้อะไรมากมาย เพราะเห็นความตายมากเกินเหตุ และเหลือกันน้อยคนมีกำลังสาขาน้อย ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจาก...สร้างบุญทำจิตใจผ่องใส

มาต่อที่การแต่งกายสำหรับงานศพกันค่ะ   มีการกล่าวถึงการแต่งกายในงานศพว่า "ธรรมเนียมการไว้ทุกข์หรือเข้าทุกข์ของคนไทยโบราณ นิยมแต่งกายด้วยชุดขาวล้วน เป็นการไว้ทุกข์แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รวมถึงการไว้ทุกข์ถวายเจ้านายด้วย"

การไว้ทุกข์ด้วยชุดขาวปลอดนี้ บางทีเรียกว่า "เข้าทุกข์ใหญ่" เป็นการไว้ทุกข์เต็มยศแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่แขนทุกข์หรือปลอกผ้าสีดำอีก ต่างจากการแต่งเครื่องแบบที่เป็นการแต่งกายตามปกติ แต่ยังไม่ได้ไว้ทุกข์ จึงต้องใส่แขนทุกข์ด้วย

ต่อให้งานศพทั่วๆ ไปก็เหมือนกัน คนตายที่อยู่บนเมรุนั่นอายุ ๖๐ - ๗๐ - ๘๐ ปี ปัจจุบันกลับมีเด็กเมื่อวานซืนใส่ชุดดำไป หากคนรู้ธรรมเนียมพอเห็นแล้วก็สยอง เขาไม่ค่อยใส่ใจกัน งานศพจึงมีเรื่องที่ควรระวัง 2 เรื่อง

เรื่องหนึ่ง ก็คือการไว้ทุกข์ ถ้าคนตายอาวุโสกว่าให้ใส่สีขาวไป แต่ถ้าอายุน้อยกว่า ก็ให้ใส่สีดำ

เรื่องสอง ก็คือ เราเป็นคนส่งศพ ให้เดินตามโลงศพ ไม่ใช่ไปแย่งพระจูงศพ..!

มีพระอาจารย์เล่ามาจาก เวบไซด์พลังจิต ว่า  ส่วนใหญ่สมัยนี้เขาไปแย่งกันจับสายสิญจน์จูงศพ เรื่องของการจูงศพเป็นหน้าที่ของพระของเณร ถ้าจะเดินนำศพจริงๆ อนุญาตให้คนถือรูปผู้ตายกับกระถางธูปเท่านั้น นอกนั้นทุกอย่างไปเดินตามอยู่ข้างหลัง เตือนทุกครั้ง เตือนจนตอนนี้เริ่มเข้าหูแล้ว ถึงเวลาจึงวิ่งไปอยู่ท้ายโลง เพราะถ้าขืนมาหน้าโลงอาจจะโดนด้ามตาลปัตรจากพระอาจารย์..! เคาะกบาลเข้าถึงจะนึกได้ (แต่พระในปัจจุบันท่านก็เพี้ยน นึกไม่ออกก็มี)

เขาก็บอกชัดๆ แล้วว่า ไปส่งศพ ไม่ได้ไปจูงศพ แล้วบางคนไม่รู้ไม่พอ ดุพระเณรด้วยนะ “ปล่อยสายสิญจน์ยาวๆ หน่อยสิ ไม่พอจูง” ปล่อยให้หมดม้วนก็ไม่พอหรอก เพราะบางงานคนมาเป็นพันเลย อย่างงานศพ ร้อยตำรวจตรีประเสริฐ บุญยงค์ โยมพ่อของท่านนายกเทศมนตรีประเทศ บุญยงค์ แขกเกิน ๒,๐๐๐ คนแน่นอน ถ้าขืนไปจูงศพแล้วจะเอาสายสิญจน์ที่ไหนมาให้จูง ๕๐๐ เมตรก็คงไม่พอ"

"บุคคลที่จะแต่งชุดสีดำ ต้องอาวุโสด้วยวัยวุฒิคืออายุมากกว่า หรืออาวุโสด้วยคุณวุฒิก็คือยศตำแหน่งสูงกว่า อย่างสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วัยวุฒิและตำแหน่งของพระองค์ท่านสูงมาก บุคคลที่จะแต่งดำได้จริงๆ ปัจจุบันนี้จะมีอยู่แค่ ๔ พระองค์เท่านั้น ก็คือ ในหลวง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แล้วก็สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพราะว่าพระอิสริยยศสูงกว่า

แต่คราวนี้ในหลวงทรงพระราชทานอิสริยศประดับฉัตร ๗ ชั้น พอได้สัปตปฎลเศวตฉัตรไป ก็เหลือแค่ ๒ พระองค์เท่านั้นที่จะแต่งดำได้ ก็คือในหลวงกับพระบรมราชินีนาถ ความจริงฉัตร ๗ ชั้น พระยศเท่ากับสมเด็จพระราชินีนาถเลยนะ แต่เนื่องจากว่าสมเด็จพระราชินีนาถดำรงตำแหน่งที่สูงกว่า จึงสามารถที่จะแต่งดำได้

เพราะฉะนั้น..ต่อไปถึงเวลาไปงานศพผู้ใหญ่ให้แต่งสีขาวไป สุภาพเรียบร้อยกว่าเยอะเลย แต่ว่าระยะหลังนี่มีค่านิยมอย่างหนึ่งที่เห็นแล้วหงุดหงิด อยากจะเรียกมาโบกเสียที..! ก็คือพวกที่ไปงานศพแล้วแต่งตัวเป็นแฟชั่น เคยเห็นไหม ? เขาตั้งใจแต่งตัวไปอวดกันจริงๆ นั่นเขาเรียกว่าไม่ดูกาลเทศะ

แต่งตัวอย่างกับจะไปเดินแฟชั่นโชว์ ไม่ดูว่าเป็นงานศพ ต่อให้เป็นชุดขาวชุดดำอะไรก็เถอะ เขาถือว่าไม่ให้เกียรติผู้ตาย จะไปไว้อาลัย ไปเพราะเห็นความดีของท่าน ไปเสริมเกียรติยศของท่าน แต่ดันไปทำตัวเพื่อลดเกียรติยศของท่านเสียนี่

พระอาจารย์เลยสรุปว่า ท่านคงแก่เกินไป ตกยุค เดี๋ยวนี้เขานิยมอย่างนั้น แต่เป็นการนิยมที่ผิดกาลเทศะ" ท่านคงหงุดหงิดมิเบา โยมนี่ได้เรียนรู้ และขอบพระคุณผู้นำเอาคำบ่นของท่านมาเขียนให้อ่านความคับอกคับใจของท่าน ... โยมผิดไปแล้ว และจะปรับปรุงไปใช้กับชีวิตประจำวันค่ะ


ที่มา : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕ - กระดานสนทนาวัดท่าขนุน/เผยแพร่ผ่านเวบไซด์พลังจิต: เรื่อง สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)  เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕

และนำมาเรียบเรียงใหม่ โดยดิฉันเองค่ะ สรุปความให้เข้าใจแบบเด็กสมัยใหม่อีกที  !!!!

Thursday, 10 March 2016

2 winner ทำให้คุณแม่ลำบากไปเลย .

สามีภรรยาเวียดนามพาลูกแฝดไปตรวจดีเอ็นเอ พบเป็นลูกคนละพ่อ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 59 นี้ สำนักข่าว'เอเอฟพี'ได้รายงานเรื่องราวเหนือความคาดหมาย เมื่อสามีภรรยาชาวเวียดนามได้พาลูกฝาแฝดไปตรวจดีเอ็นเอหลังจากฝ่ายชายสังเกตพบว่าหน้าตาของลูกทั้งสองไม่เหมือนกัน โดยมีคนหนึ่งหน้าไม่เหมือนคน เด็กคนหนึ่งมีผมตรงและรูปร่างผอม  และอีกคนมีผมหยิกหยักศกรูปร่างท้วม จึงเกรงว่าจะเกิดการสลับตัวกัน ที่ รพ. จึงได้คิดพาไปตรวจหา DNA

สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการตรวจที่ศูนย์วิจัยพันธุกรรมและเทคโนโลยีในฮานอยระบุว่า ดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนตรงกับแม่ แต่มีคนเดียวเท่านั้นที่มีดีเอ็นเอตรงกับพ่อ !!!! เอาละสิ ???

แต่รายงานระบุว่า เด็กน้อยฝาแฝดเพศชายทั้งคู่เกิดในวันเดียวกัน โดยขณะนี้ทั้งคู่มีอายุได้ 2 ขวบแล้ว แต่หน้าตากลับแตกต่างกัน ฮ่ะแฮ่ม !!! สองขวบแล้ว โถ เจ้าหนูน้อย เติบโตท่ามกลางความคลางแคลงใจ แม่น่ะ ไงๆ ก็รักลูกทั้งสองคนหละ แต่พ่อนี่สิ จะคิดยังไง....เครียดแทนเจ้แกเลยค่ะ ...

เล่อ ดินห์ ลอง' ประธานสมาคมพันธุศาสตร์เวียดนามกล่าวว่า กรณีที่เด็กแฝดคู่นี้มีแม่คนเดียวกันแต่คนละพ่อจะเกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบจากแม่คนเดียวกันได้รับการปฏิสนธิกับอสุจิจากผู้ชาย 2 คน ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์คนละครั้ง ภายในระยะเวลาตกไข่เดียวกัน (นี่ไง ?) ยังจะย้ำอีก !!

"กรณีเช่นนี้ไม่ได้เกิดยากเฉพาะในเวียดนามเท่านั้น แต่เกิดขึ้นยากทั่วทั้งโลก" ประธานสมาคมพันธุศาสตร์เวียดนามกล่าว

แหมๆๆ มันก็เกิดขึ้นได้ยากตรงมันมีเพศสัมพันธ์คนละครั้ง...2 คน ...ในวันไข่ตกวันเดียวกันไง ไม่อยากคิดต่อ !!!!!

เรื่องมันแปลก หรือ พระเจ้าลงโทษกันแน่หว่า ...??????

ที่มา afp.  ที่มา : http://www.posttoday.com

Monday, 7 March 2016

จิ้มจุ่มฝรั่ง - ฟองดู หรือ ฟงดูว์ - FONDUE อาหารฤดูหนาว



“ฟองดู” (Fondue หรือ Fondre) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ทำให้ละลาย หรือ การต้ม เป็นอาหารที่ชาวสวิสและฝรั่งเศสนิยมกินกันในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากการกินนั้นเป็นลักษณะของหม้อไฟ ซึ่งให้ความอบอุ่นในยามที่กินอยู่ด้วย

มาดูข้อความเกี่ยวกับฟองดู ตามวีกีพิเดีย ว่ามาดีกว่าค่ะ มีรายละเอียดอะไรอย่างไรกันบ้าง ...



ฟองดู ของดิฉัน แต่ ฟงดูว์ของวีกิพีเดีย ... ได้แจกแจงรายละเอียดไว้ดังนี้ค่ะ

ฟงดูว์ (ฝรั่งเศส: fondue) หรือ ฟอนดูตา (อิตาลี: fonduta) เป็นอาหารสวิส อาหารอิตาลี และอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่ง

ประกอบด้วย : เนยแข็งละลายกับไวน์ขาวและเครื่องปรุงรส เสิร์ฟในหม้อเคลือบกาเกอลง (caquelon) (กาเกอลง คืออะไรอีกหละเนี่ย...) ซึ่งตั้งไว้บนเตาแบบพกพา แล้วใช้ส้อมด้ามยาว จิ้มขนมปัง จุ่มลงไปในเนยที่ละลายอยู่นั้น เพื่อรับประทาน นี่คือ วิธีการกินแน่ๆ ตามความเห็นส่วนตัวนะคะ

ฟงดูว์ได้รับการส่งเสริมให้เป็นอาหารประจำชาติของสวิตเซอร์แลนด์ในคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยสหภาพเนยแข็งสวิส (Schweizerische Käseunion) และได้รับการเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในอเมริกาเหนือในคริสต์ทศวรรษ 1960

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ได้มีการนำชื่อ "ฟงดูว์" ไปใช้เป็นคำทั่วไปเพื่อเรียกอาหารชนิดอื่นที่มีการจุ่มอาหารลงในของเหลวร้อน ๆ ในหม้อไฟที่ใช้ร่วมกัน ได้แก่ ฟงดูว์ช็อกโกแลต



ซึ่งใช้ผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้น ๆ จุ่มลงไปในส่วนผสมช็อกโกแลตเหลว และ "ฟงดูว์บูร์กีญอน" หรือฟงดูว์แบบอย่างบูร์กอญ (fondue bourguignonne) ซึ่งใช้เนื้อสัตว์ (โดยเฉพาะเนื้อวัว) หั่นเป็นชิ้นพอคำ จุ่มลงในน้ำมันร้อน

คำว่า fondue เป็นรูปกริยาขยายในอดีตกาล กรรมวาจก เพศหญิง (feminine passive past participle) ของคำกริยาฝรั่งเศส fondre (แปลว่า "ทำให้ละลาย") ซึ่งในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำนาม[1] ปรากฏหลักฐานการใช้คำนี้เป็นชื่ออาหารเป็นครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1735 ในตำรา Cuisinier moderne ของแว็งซ็อง ลา ชาแปล พ่อครัวชาวฝรั่งเศส[2] และปรากฏครั้งแรกในภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1878[3]

[1] Trésor de la langue française, s.v. fondre, etymology section B.3.a.
[2] Vincent la Chapelle, Le cuisinier moderne p. 220
[3] Oxford English Dictionary, Second edition, 1989; online version November 2010. s.v.



มันก็คือ อาหาร ที่นำทั้งผักและเนื้อสัตว์ลงไปจุ่มในหม้อน้ำซุป น้ำมัน ชีส และ ช้อคโกแลต แต่จิ้มจุ่มบ้านเราเป็นน้ำซุปสมุนไพรร้อนๆ แล้วนำมาจิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ด แต่ ฟองดูว์แบบบ้านเรา ที่ดิฉันนิยม ก็มี 3-4 แบบ (ที่อื่นๆ อาจมีมากกว่านี้) แต่ขอแบ่งปันที่ ตนเองชอบ 3 ชนิดเท่านั้น ค่ะ นี่ก็จิ้มไม่ทันแล้ว ... ส่วนน้ำจิ้มต่างๆ น้ำจิ้มฟองดูสำเร็จรูป เรายังสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ตามรสที่ชอบได้เลยค่ะ (เมืองไทยซะอย่างนะคะ)



ฟองดูว์น้ำมัน

ฟองดูน้ำมัน หรือ Fondue Bourguignon (ฟองดูบัวร์กินยอง) ฟองดูแบบนี้จะเสิร์ฟมาเป็นหม้อสแตนเลส ใส่น้ำมันพืชและตั้งไฟให้ร้อน เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เนื้อแกะ เนื้อวัว ไก่ กุ้ง หมู ปลา ฯลฯ เวลากินก็นำใช้เหล็กแหลมยาวจิ้มเนื้อสัตว์จุ่มลงในน้ำมันร้อนๆ พอสุกได้ที่ก็จิ้มกับซอสที่เสิร์ฟมาพร้อมกันเพิ่มรสชาติ และยังมีเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาให้กินคู่กันด้วย นั่นก็คือ สลัดผักและขนมปังกระเทียม

ส่วนประกอบฟองดูว์น้ำมัน

1. น้ำมัน (มะกอกก็จะดีค่ะ)

2. เนื้อแกะ ไก่ หมู เนื้อวัว ปลา กุ้ง

3. สลัดผัก ประกอบ

4. ขนมปังกระเทียม

5. ผักดองต่างๆ กระเทียมโทนดอง (นี่ก็อร่อยค่ะ)

6. ซอสต่างๆ
ฟองดูว์ชีส

ฟองดูชีส นับว่าเป็นฟองดูสไตล์สวิสแท้ๆ เวลาเสิร์ฟจะมาครบชุดแบบมีหม้อตั้งไฟ ภายในเป็นชีสที่จะใช้ชีสละลายผสมกับไวน์ขาวแล้วตุ๋นอยู่ในหม้อที่ตั้งไฟ เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังอบกรอบ เวลากินจะต้องใช้ไม้พายคนชีสไปเรื่อยๆ แล้วใช้แท่งเหล็กปลายแหลมยาวจิ้มขนมปังแล้วจุ่มชีสร้อนๆ จะเห็นว่าชีสเหนียวหนืดยืดติดกับขนมปังขึ้นมา ตัวชีสหอมๆ มันๆ กินเข้ากันกับขนมปังกรอบเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีการเสิร์ฟผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือขนมปังอื่นๆ ให้กินคู่กับฟองดูชีสด้วย

ส่วนประกอบฟองดูว์ชีส

1. ชีสผสมไวน์ขาว

2. เนื้อแกะ ไก่ หมู เนื้อวัว ปลา กุ้ง

3. ขนมปังอบกรอบหั่นเต๋า หรือขนมปังอื่นๆ ที่ทานกับชีสได้

4. สลัดผัก

5. ผักดองต่างๆ

6. ซอสต่างๆ

ฟองดูว์ช็อคโกแล๊ต

ฟองดูช็อกโกแลต เป็นฟองดูของหวาน ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือจะใช้ช็อกโกแลตมาละลายอยู่ในหม้อ (อาจจะใส่เหล้าลงไปเล็กน้อยเพิ่มกลิ่นหอม) ตั้งไฟให้ช็อกโกลแลตอุ่นละลายดี เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด อาทิ กล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล กีวี่ ฯลฯ หรืออาจจะมีขนมปังกรอบเป็นแท่งๆ และเบเกอรี่อื่นๆ เสิร์ฟมาพร้อมกันด้วย เวลากินก็จิ้มผลไม้ต่างๆ จุ่มลงในช็อกโกแลต ก็จะได้ลิ้มรสชาติของช็อกโกแลตเข้มข้น

ส่วนประกอบฟองดูว์ช้อคโกแล๊ต

1. ช้อคโกแล็ต

2. ผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล



ซอสที่เขาใช้ๆกันในบ้านเรา ก็มี..ตามนี้ค่ะ

ซอส Rhode Island (ถ้าตามสูตรจริง) เขาใส่ครีมเฟส มายองเนส ซอสมะเขือเทศข้น หั่นพร๊อมพริก เกลือ พริกไทย
แต่บางท่านชอบแบบแค่ มายองเนสผสมซอสพริก เท่านั้นแหละค่ะ

ซอส Thousand Island ตามร้าน หรือจะจัดทำเอง ก็ใส่ มายองเนส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หัวหอมหั่น พริกไทย มะกอกเขียวหั่น และไข่ต้มหั่น

ซ้อสน้ำจิ้มซีฟู๊ด

ซ้อสอื่นๆ ตามชอบ (หาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ตามรสที่ชอบได้เลย)

TIP :  แบบไทยๆ เราสามารถหาเครื่องเคียงแบบบ้านเราก็ได้เป็นเครื่องเคียงแบบไทย ๆ กันเลี่ยน เช่น ส้มตำ ข้าวสวย น้ำจิ้มแจ่ว


หม้อฟองดูว์ ปัจจุบันก็มีขายหาซื้อได้ตาม Lazada เลยค่ะ

แต่ถ้าร้านแนะนำตอนนี้ก็ที่นี่เลยค่ะ  http://www.maamjourney.com/2016/fondue-and-steak-house-phaholyothin-soi9/

Fondue & Steak House สวรรค์ของคนรักฟองดูว์เลยนะมีหลากหลายของเมนูอาหารที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ดีมาก เพราะในกรุงเทพฯ จะมีร้านแบบนี้เหลือน้อยถึงน้อยมาก อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันค่ะ

ที่อยู่ : 2 ซอยพหลโยธิน 9 (ชำนาญอักษร) ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
พิกัดการเดินทาง: แยกซอยชำนาญอักษร ซอยพหลโยธิน 9 จาก BTS อารีย์ ห่างไป 800 เมตรโดยประมาณ

แต่ถ้าไป จว. น่าน ก็แวะไปที่ Eatting More ค่ะ อยู่แถวไหนก็ยังไใม่แน่ใจค่ะ ..ไว้จะมาอัพเดทอีกทีค่ะ ...